ไม่ได้ up blog มานานมาก แต่มีเรื่องที่พิมพ์ไว้รอ up อยู่เยอะพอสมควร แล้วจะเอาลงละกัน
ที่ผ่านมามีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน แต่มีเรื่องหนึ่งที่เป็นประเด็นสำคัญ มากสำหรับผมและคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนไทยทุกคน
”พนมเปรียะวิเฮียร์ เมื่อเขาพระวิหารลั่นเปรี๊ย!”
ในฐานะคนไทยคนนึง ผมถูกรุมเร้าจากเพื่อนพ้องสื่อมวลชนต่างประเทศหลายคน ขอให้อธิบายความปัญหาปราสาทพระวิหารหรือที่ต่างชาติออกเสียงตามสำเนียงเขมรว่า “เปรียะวิเฮียร์”มานานก่อนหน้าที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ผมบอกไปตอนนั้นว่า อย่าฟังจากคนรู้น้อยอย่างผมเลย ลองฟังอภิปรายไม่ไว้วางใจดูก่อนดีกว่า
ผลปรากฏว่า เรื่องเขาพระวิหาร กลายเป็นการอภิปรายที่ได้เนื้อได้หนัง ได้สารัตถะมากที่สุด โดยเฉพาะการอภิปรายของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านและถ้อยแถลงแก้ข้อกล่าวหาของ คุณนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีต่างประเทศ ในฐานะผู้รับผิดชอบเรื่องนี้
ผมบอกก่อนว่าผมไม่ชอบไม่ว่าใครก็ตามที่พยายามจะใช้เรื่องนี้เพื่อปลุกระดมชาตนิยมแบบไร้เหตุไร้ผล แต่ในเวลาเดียวกันก็ยิ่งไม่ชอบใครก็ตามที่หลับหูหลับตาบอกว่าคนที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมา คือพวกปลุกระดมลัทธิคลั่งชาติ เหตุผลก็คือผมรู้น้อยครับ ยิ่งถกกันมากเท่าไหร่ ใช้เหตุใช้ผลใช้หลักฐานกันมากเท่าไหร่ เป็นประโยชน์เปิดหูเปิดตาให้กับผมมากขึ้นเท่านั้น
การอภิปรายในสภาหนนี้ได้เนื้อหาสาระมากพอที่จะแสดงให้เห็นว่าใครมีจุดยืนอยู่ตรงไหน อย่างไร ในกรณีนี้ แม้จะไม่ถึงกับทำให้ได้ข้อสรุปชัดเจนว่าแล้วที่ถูกต้องมันคืออะไรก็ตามที
แต่พอจะทำให้คนไทยที่สนใจหาข้อสรุปได้ด้วยตัวเองครับว่า แท้จริงแล้ว เรื่องนี้ควรทำอย่างไร
ในวงสนทนาต่อหน้าแก้วกาแฟเช้าวันที่สองของปารอภิปรายเพื่อนๆฝรั่งถามอีกทีว่า คนไทยรู้สึกยังไงกับเรื่องที่ได้ฟัง ผมบอกว่าผมตอบแทนคนไทยทั้งประเทศไม่ได้ แต่โดยส่วนตัวแล้วผมรู้สึกว่ากรณ๊นี้น่าจะมีการถกกันอย่างนี้มาเนิ่นนานก่อนที่จะมีการลงนามในแถลงการณ์ร่วม
ผมบอกว่า ผมฟังยังไงก็หาคำตอบที่น่าพอใจให้กับตัวเองไม่ได้ว่าเราไปรีบร้อนลงนามในแถลงการ์ร่วมตามความต้องการของกัมพูชาทำไม ผมยังมองไม่เห็นประโยชน์ที่จะเกิดแก่ประเทศชาติจากการรีบร้อนไปลงนามดังกล่าว
นี่เป็นเรื่องนอกเหนือจากข้อถกเถียงเรื่อง การสูญเสียดินแดนหรือไม่ สูญเสียอำนาจอธิปไตยหรือไม่ ที่ถกกันอยู่ในสภาตอนนั้น
ยิ่งฟังอภิปราย ผมยิ่งได้ตระหนักว่า กรณีเขาพระวิหาร นั้นมีเงื่อนปมซุกซ่อนอยู่มากมาย ทั้งเงื่อนปมในข้อกฏหมาย การตีความในเชิงนิติศาสตร์ การตีความในเชิงรัฐศาสตร์ ประเพณีนิยม มีปมอยู่มากมายที่จะหาข้อยุติได้โดยเร็ว นี่ยังไม่นับเรื่อง อารมณ์ความรู้สึก ที่ต้องใช้เวลากันเนิ่นนานมากครับกว่าจะได้ข้อยุติ
การถกเถียงในประเด็นหนึ่ง นำไปสู่การถกเถียงในอีกประเด็นหนึ่งแล้วก็อีกประเด็นถัดไปอีกมากมาย แต่ละประเด็นซับซ้อน อารมณ์ความรู้สึกยิ่งทำให้สับสนเอาได้ง่ายๆ
เรื่องอย่างนี้ ไม่สมควรเด็ดขาดที่จะไปรีบเร่ง ร้อนรน หรือดำเนินการไปเพียงลำพัง โดยไม่ฟังเสียงใครต่อใครให้รอบครอบรอบด้านให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ครับ
ที่สำคัญที่สุด ต้องถามประชาชนครับ ต้องให้ประชาชนพร้อมและยอมรับ ไม่เช่นนั้นมีปัญาหาแน่
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องอ่อนไหวธรรมดาๆ แต่เป็นเรื่องอ่อนไหวระดับ 2 ชั้น ความอ่อนไหวเรื่องแรกก็คือการที่มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการปักปันเขตแดนที่ยังไม่ได้ข้อยุติ ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือเรื่องนี้เกี่ยวพันกับความรู้สึกของคนไทยทั้งหลายทั้งปวงที่เคยรู้สึก “สูญเสีย”มาแล้วในอดีต
โดยธรรมชาติของนักการเมืองทั่วๆไปเรื่องอย่างนี้ไม่มีใครเสี่ยงกันเว้นเสียแต่ว่า มันจะคุ้มค่ากับการเสี่ยง-ถ้าไทยได้ประโยชน์โภชผลมากมายจากการนี้ก็น่าจะคุ้มละครับ
แต่ถ้าการลงทุนเสี่ยงโดยที่”อย่างดีก็เสมอตัว ถ้าแย่ขึ้นมาประเทศชาติขาดทุนป่นปี้”ไม่มีใครเขาเสี่ยงกันหรอกครับ
ประเด็นของผมก็คือ เรายังมีทางเลือกทางออกที่จะทำเรื่องนี้อย่างสง่างาม ลดปัญหา ลดความขัดแย้งภายในประเทศลงได้อีกหลายๆทาง ทำไมไม่เลือกทางอย่างนั้น
ผมตั้งข้อสังเกตไว้ประกาณหนึ่งว่า บทพิสูจน์เรื่องนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นเดี๋ยวนี้ หรือในอีก 5 ปี 10 ปีข้างหน้า แต่สักวันข้อพิสูจน์เรื่องนี้จะยุติ และชื่อเสียงเรียงนามของผู้ที่ทำให้มันเป็รไปจักปรากฏอยู่ชั่วลูกชั่วหลาน
จะให้พวกเขาพูดถึงเราว่าอย่างไร เลือกกันเองก็แล้วกันครับ!
คัดลอกจากบทความ “เทศมองไทย” หน้า 102 มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่27 มิ.ย. – 3ก.ค.2551 ปีที่28 ฉบับที่1454






